โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน แบบไร้รอยต่อ

โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน แบบไร้รอยต่อ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติแผนการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อท่าอากาศยานหลัก 3 แห่งในประเทศไทยได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ,สนามบินดอนเมืองและสนามบินอู่ตะเภาทางตะวันออกเฉียงใต้โดยมีระยะทางรวมทั้งหมด 220 กม.
และแผนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์อีสเทิร์นซีบอร์ด(EEC Economic Economic Corridor)ที่มุ่งเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ
ในภาคตะวันออกของประเทศไทย

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมโครงการ PPP (โครงการภาครัฐและเอกชน) ระยะเวลาทั้งสิ้น 50 ปี
(โดยแบ่งเป็นการออกแบบและก่อสร้าง 5 ปี ระยะเวลาดำเนินการ 45 ปีตามแผนงาน) รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดสรรคที่ดินและรัฐวิสาหกิจ คาดว่าจะรับผิดชอบเกี่ยวการก่อสร้างทางรถไฟ / จัดการและพัฒนาไปตามทางรถไฟ ในปีพ.ศ.2566 จะมีงบประมาณรวม โดยมีงบประมาณรวมทั้งสิ้น ประมาณ 123 พันล้านบาท 
การพัฒนาทางรถไฟใหม่
①ส่วนต่อขยายการเชื่อมโยงทางรถไฟยกระดับที่มีอยู่เดิม(รวมระยะทาง 28 กิโลเมตรความเร็วสูงสุด 160 กม.) ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิและสถานีพญาไทในกรุงเทพฯ ไปยังสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ
②สนามบินดอนเมือง – สถานีพญาไท (รวมระยะทาง 21 กม.ความเร็วสูงสุด 160 กม.)
③ Airport Link •ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – ท่าอากาศยานอู่ตะเภา (รวมระยะทาง 170 กม., ความเร็วสูงสุด 250 กม.)(โดยแยกเป็น 5 สถานีดังนี้ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา, อำเภอเมืองชลบุรีม เมืองศรีราชาม เมืองพัทยา และสนามบินอู่ตะเภา )
การพัฒนาสถานีเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสาร
④พื้นที่ประมาณ 24 เฮกเตอร์ บริเวณ Airport Link •สถานีมักกะสัน
⑤การพัฒนาพื้นที่ 25 ไร่ทั่วสถานีศรีราชา
ความล่าช้าโครงการรถไฟความเร็วสูง ระหว่างกรุงเทพฯและเชียงใหม่
ในขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ซึ่งมีอารมณ์ชะงักงัน ตามที่กระทรวงคมนาคมของไทยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนไม่มีข้อเท็จจริงที่ว่าแผนดังกล่าวหยุดลงโดยญี่ปุ่น และประกาศว่าไม่มีความจริงที่ว่า (เนื่องจากมีงบประมาณมากเกินไป) ประเทศไทยกำลังพิจารณาที่จะลดงบประมาณด้วยการลดความเร็วในการดำเนินงานสูงสุดจาก 300 กม. ขึ้นไปเป็นประมาณ 200 กม.และด้วยการลดจำนวนสถานี ในที่สุดพวกเขาก็ประกาศว่าฝั่งญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือการร่วมลงทุนไม่ใช่เรื่องจริงนอกจากนี้เขายังชี้แจงว่ากำลังหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมในการลดภาระการลงทุนของรัฐบาลไทยนอกจากนี้เขายืนยันว่าเห็นด้วยกับฝ่ายญี่ปุ่นด้วยการยอมรับว่าจำนวนเงินลงทุนจะไม่ลดลงอย่างมากแม้ว่าความเร็วในการดำเนินการและสถานีจะลดลง
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวจากมุมมองของประชากรที่อยู่ติดกับทางรถไฟและพลังทางเศรษฐกิจของประชาชนยังมีมุมมองที่ชัดเจนว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่ว่าการลงทุนขนาดใหญ่หลายแสนล้านบาทสามารถเก็บได้จริงหรือไม่ กระทรวงการต่างประเทศได้ระบุจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทยคือจังหวัดเชียงใหม่มีประชากรประมาณ 1.7 ล้านคน ณ สิ้นปี พ.ศ. 2558 รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนในภาคเหนือของปีพ. ศ. 2560 ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน ประมาณครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยในกรุงเทพมหานครและ 41 พันบาท นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้ร่วมมือกับรัฐบาลจีนในการสร้างทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงเทพฯและหนองคายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่ชายแดนไทย แต่จะมีการประสานงานและการออกแบบระหว่างสองประเทศ ประเทศมีความล่าช้าและอนาคตของแผนไม่แน่นอนก็คือ